Dictionary

ทั้งหมด | | | ฃ | | ฅ | ฆ | ง | | ฉ | ช | | ฌ | ญ | ฎ | ฏ | ฐ | ฑ | ฒ | ณ | | ต | ถ | ท | ธ | | | | ผ | ฝ | พ | ฟ | ภ | ม | ย | | ล | ว | ศ | ษ | | ห | ฬ | อ | ฮ
  • กรีนจีดีพี

    กรีนจีดีพี ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Eco Domestic Product หรือ EDP เป็นดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจที่นำค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและการปกป้องรักษาสิ่งแวดล้อมมาเป็นส่วนหนึ่งในการคิดคำนวณต้นทุนทางเศรษฐกิจด้วย

    แนวคิดนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นมานานกว่า 3 ทศวรรษแล้วในกลุ่มประเทศนอร์ดิก อันประกอบไปด้วยสวีเดน นอร์เวย์ เดนมาร์ก และฟินแลนด์ ด้วยมุมมองที่ว่าดัชนีชี้ความเจริญที่ใช้กันอยู่มิได้สะท้อนภาพการเจริญเติบโตที่แท้จริง จึงมีการนำแนวคิดเรื่องต้นทุนทางด้านสิ่งแวดล้อมมาคิดคำนวณ โดยต่อมาพัฒนาเป็นระบบการจัดบัญชีสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ (Environment and Natural Resources Account: ENRA) อันประกอบไปด้วยบัญชีทรัพยากรป่าไม้ บัญชีทรัพยากรประมง บัญชีทรัพยากรน้ำ บัญชีทรัพยากรดิน บัญชีทรัพยากรแร่ธาตุ บัญชีทรัพยากรพลังงาน ซึ่งจัดอยู่ในส่วนของบัญชีทรัพยากรธรรมชาติ ขณะที่บัญชีมลพิษทางอากาศ บัญชีมลพิษทางน้ำ บัญชีมลพิษทางดิน บัญชีมลพิษทางนิเวศวิทยา จัดอยู่ในส่วนของบัญชีสิ่งแวดล้อม แล้วนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้เชื่อมโยงกับต้นทุนพื้นฐานทางเศรษฐกิจตัวอื่นๆ อย่างเช่นค่าที่ดิน เงินทุน เครื่องจักร และค่าแรงงาน เป็นต้น

    แนวคิดเรื่องกรีนจีดีพีแพร่หลายมากขึ้นหลังจากการประชุมสุดยอดสิ่งแวดล้อมโลก (Earth Summit) เมื่อปี 2535 ที่เมืองริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล หลังจากนั้นก็มีหลายประเทศนำการจัดทำระบบบัญชีสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติไปใช้ อาทิ สหรัฐอเมริกา แคนาดา กลุ่มประเทศนอร์ดิก เยอรมนี อังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เป็นต้น สำหรับประเทศไทยมีนักวิชาการจำนวนหนึ่งและข้าราชการบางคนที่ให้ความสนใจในการจัดทำบัญชีประเภทนี้ แต่ในระดับรัฐบาลและหน่วยงานราชการยังไม่มีแนวความคิดที่จะนำกรีนจีดีพีมาใช้แม้แต่น้อย
     

  • กายา

    กายา หรือ Gaia หมายถึงแนวคิดในการอธิบายและมองว่า “โลกเป็นสิ่งมีชีวิตอันหนึ่ง”

    แนวคิดนี้เริ่มต้นขึ้นในต้นทศวรรษที่ 1960 เมื่อ เจมส์  เลิฟล็อค (James Lovelock) ในขณะนั้นที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านบรรยากาศ ได้รับเชิญจากองค์การนาซาให้เป็นหนึ่งในทีมวิจัยเพื่อหาหลักฐานของสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร ดังนั้นสิ่งแรกที่เจมส์ลงมือทำ คือการหาว่าอะไรที่เรียกว่าสิ่งมีชีวิต

    ในที่สุดเจมส์ก็ชี้ขาดลงไปว่า คุณสมบัติส่วนใหญ่ของเจ้าสิ่งมีชีวิตก็คือ พวกที่สามารถรับเอาพลังงานและสสารเข้าไป และขับถ่ายกากของเสียออกมา โดยใช้บรรยากาศของโลกเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน เช่นมนุษย์สูดเอาออกซิเจนเข้าไป และหายใจเอาคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา เพื่อทดสอบความคิดดังกล่าว เจมส์และเดียน ฮิทซ์ค็อค (Dean Hitchcock) จึงเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีบรรยากาศของดาวอังคารเปรียบเทียบกับโลก ผลที่ได้แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน เพราะบรรยากาศดาวอังคารถูกยึดครองโดยคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 95 เปอร์เซ็นต์ มีออกซิเจนเบาบาง และปราศจากมีเทน ในขณะที่บรรยากาศของโลกมีส่วนผสมของไนโตรเจน 77 เปอร์เซ็นต์ ออกซิเจน 21 เปอร์เซ็นต์ และมีเทนจำนวนมหาศาล

    ดังนั้นเจมส์จึงได้ข้อสรุปว่า บรรยากาศบนดาวอังคารประกอบขึ้นด้วยสารเคมีที่ไร้ชีวิต ไม่มีการปรับเปลี่ยนสภาวะ ทุกปฏิกิริยาเคมีได้เกิดขึ้นและจบลงแล้วอย่างสมบูรณ์ ขณะที่ปฏิกริยาเคมีในบรรยากาศโลกยังคงพลุ่งพล่าน ตัวอย่างคือ มีเทนและออกซิเจนที่มีอยู่มากมายในบรรยากาศไวมากต่อการมีปฏิกิริยาซึ่งกันและกัน ชนิดและลักษณะของก๊าซดังกล่าววิวัฒนาการเรื่อยมาจากปฏิกิริยาของสิ่งมีชีวิตกับโลก ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อราวสามพันล้านปีก่อน เลิฟล็อคจึงชี้ว่า การเคลื่อนไหวของวัฏจักรก๊าซนี่เอง คือสัญญาณการมีชีวิต

    กล่าวอีกนัยหนึ่ง อาการมีชีวิตของโลกที่ปรากฏอยู่ในบรรยากาศเกิดขึ้นจากสิ่งมีชีวิตจำนวนสุดประมาณร่วมกันสร้างเคมีห่อหุ้มขึ้น และกิจกรรมที่สิ่งมีชีวิตกระทำก็เป็นตัวคอยควบคุมอาการมีชีวิตดังกล่าว

    แนวคิดเรื่องกายานี้สั่นสะเทือนวงการวิทยาศาสตร์ และเรียกความสนใจได้อย่างกว้างขวาง ขณะเดียวกันก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะจากกลุ่มศึกษาสิ่งมีชีวิตที่นิยมแนวทางการคัดเลือกตามธรรมชาติของดาร์วิน ซึ่งกลุ่มนี้ก็ตั้งคำถามว่า ถ้าโลกมีชีวิตอยู่ แล้วตรงไหนคือยีน หรือจะสืบพันธุ์ได้อย่างไร

    แต่ไม่ว่าแนวคิดนี้จะเป็นจริงหรือไม่ก็ตาม อย่างน้อยก็กระทบวิธีการมองสิ่งต่างๆ บนโลกใบนี้ของมนุษย์ นั่นคือ มนุษย์เป็นเพียงส่วนกระจ้อยร่อยในระบบอันไพศาล ซึ่งสิ่งที่ทำ มีผลต่อระบบ และระบบก็คือความอยู่รอดของมนุษย์ด้วยเช่นกัน

  • ก๊าซเรือนกระจก

    ก๊าซเรือนกระจก หรือ Greenhouse Gas หมายถึงก๊าซที่ปกคลุมชั้นบรรยากาศแล้วก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน ทั้งนี้ตามพิธีสารเกียวโตได้กำหนดก๊าซที่เป็นตัวการสำคัญไว้ 6 ชนิด คือ

    ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ส่วนหนึ่งมาจากกระบวนการที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ อาทิ การหายใจของคนและสัตว์ ไฟป่า หรือการระเบิดของภูเขาไฟ แต่ส่วนใหญ่มาจากกิจกรรมการพัฒนาของมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น น้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ป่าไม้ไปเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยหรือเกษตรกรรม ทั้งนี้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้เกิดพลังงานความร้อนสะสมในบรรยากาศของโลกมากที่สุด อีกทั้งยังมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นกว่าก๊าซชนิดอื่น

    ก๊าซมีเทน มากกว่าครึ่งหนึ่งของก๊าซมีเทนในชั้นบรรยากาศมาจากนาข้าว ฟาร์มปศุสัตว์ หลุมฝังกลบขยะ ระบบบำบัดน้ำเสีย การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และโรงงานอุตสาหกรรม แม้ก๊าซมีเทนจะมีศักยภาพทำให้เกิดภาวะโลกร้อนมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หลายเท่า แต่ก๊าซมีเทนก็มีอายุสะสมเฉลี่ยในชั้นบรรยากาศสั้นกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หลายเท่า อย่างไรก็ดี ก๊าซมีเทนก็มีผลกระทบเป็นอันดับสองรองจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

    ก๊าซไนตรัสออกไซด์ แหล่งกำเนิดก๊าซไนตรัสออกไซด์ส่วนหนึ่งมาจากธรรมชาติ แต่อีกส่วนหนึ่งที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมาจากอุตสาหกรรมที่ใช้กรดไนตริกในกระบวนการผลิต เช่น อุตสาหกรรมผลิตเส้นใยไนลอน อุตสาหกรรมเคมี และอุตสาหกรรมพลาสติกบางชนิด เป็นต้น

    ก๊าซที่มีสารประกอบคลอโรฟลูออโรคาร์บอน ได้แก่ ก๊าซไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน ก๊าซเปอร์ฟลูออโรคาร์บอน สารกลุ่มนี้มาจากกิจกรรมของมนุษย์โดยตรง เพราะไม่มีอยู่ในธรรมชาติ มีแหล่งกำเนิดจากโรงงานอุตสาหกรรมและอุปกรณ์เครื่องใช้ในชีวิตประจำวันต่างๆ ประเด็นที่สำคัญคือ ก๊าซกลุ่มนี้มีความสามารถในการดูดซับพลังงานความร้อนสูง ทั้งยังสามารถรวมตัวทางเคมีได้ดีกับโอโซน จึงทำให้โอโซนในชั้นบรรยากาศลดน้อยลง หรือเกิดรูรั่วในชั้นโอโซน อันเป็นสาเหตุให้รังสีคลื่นสั้นจากดวงอาทิตย์ที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต ส่องผ่านมายังพื้นโลกได้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำให้ผิวโลกและชั้นบรรยากาศร้อนขึ้นโดยอ้อมได้อีกทางหนึ่งด้วย

    ก๊าซซัลเฟอร์เฮกซาฟลูโอไรด์ มีแหล่งที่มาจากอุตสาหกรรมผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้า แม้จะมีความสามารถในการดูดซับพลังงานความร้อนสูงมาก แต่ก็มีสัดส่วนอยู่ในชั้นบรรยากาศน้อยมาก

  • เกษตรพันธสัญญา

    เกษตรพันธสัญญา หรือ Contract Farming คือการทำข้อตกลงซื้อ-ขายล่วงหน้าระหว่างเกษตรกรกับนายทุนเจ้าของธุรกิจการเกษตร โดยที่เกษตรกรจะต้องปลูกพืชผักผลไม้หรือทำฟาร์มปศุสัตว์ด้วยกระบวนการที่กำหนดไว้ในข้อตกลง ตั้งแต่การเลือกใช้เมล็ดพันธุ์ สายพันธุ์สัตว์ ประเภทของปุ๋ย อาหารสัตว์ ยากำจัดศัตรูพืช วัคซีนป้องกันโรค ฯลฯ เพื่อให้ได้ผลผลิตทั้งด้านปริมาณและคุรภาพตรงกับความต้องการของนายทุน

    ข้อที่น่ากังวลเกี่ยวกับการทำเกษตรพันธสัญญา คืออิสระในการคัดเลือกปรับปรุงสายพันธุ์พืชหรือสัตว์ที่หายไป ย่อมส่งผลถึงความหลากหลายทางชีวภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากถูกแทนที่ด้วยชนิดพันธุ์ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ ขณะที่เกษตรกรที่เคยเป็นนายของตัวเอง ก็ถูกลดทอนสถานภาพเหลือเพียงลูกจ้าง ซึ่งมีหน้าที่ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ตามใบสั่งเท่านั้น นอกจากนี้ การทำสัญญาก็มักเป็นการเอาเปรียบเกษตรกร เช่นการผลักภาระความเสี่ยงในการผลิตให้กับเกษตรกรในกรณีที่ผลผลิตไม่เป็นไปตามที่บริษัทกำหนด เพราะน้ำท่วม ภัยแล้ง ภัยธรรมชาติอื่นๆ ซึ่งเกินความสามารถของเกษตรกรที่จะควบคุม บริษัทจะถือเป็นภาระของเกษตรกรฝ่ายเดียว เป็นต้น
     

  • เกษตรอินทรีย์

    เกษตรอินทรีย์ หรือ Organic Agriculture อาจมีนิยามแตกต่างกันไปบ้างของแต่ละสำนัก แต่หากกล่าวโดยสรุป เกษตรอินทรีย์หมายถึงระบบการผลิตที่คำนึงถึงสภาพแวดล้อมรักษาสมดุลย์ธรรมชาติ และความหลากหลายของชีวภาพ โดยมีระบบการจัดการนิเวศวิทยาที่คล้ายคลึงกับธรรมชาติ และหลีกเลี่ยงการใช้สารสังเคราะห์ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมี สารเคมีกำจัดศัตรูพืชและฮอร์โมนต่าง ๆ ตลอดจนไม่ใช้พืชหรือสัตว์ที่เกิดจากการตัดต่อทางพันธุ์กรรม ที่อาจก่อให้เกิดมลพิษในสภาพแวดล้อม เน้นการใช้อินทรีย์วัตถุ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด และปุ๋ยชีวภาพ ในการปรับปรุงบำรุงดินให้มีความสมบูรณ์ เพื่อให้ต้นพืชมีความแข็งแรงสามารถต้านทานโรคและแมลงได้ด้วยตนเอง รวมถึงการนำเอาภูมิปัญญาชาวบ้านมาใช้ประโยชน์ด้วย ผลผลิตที่ได้จะปลอดภัยจากอันตรายของสารพิษตกค้าง ทำให้ปลอดภัยทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค และไม่ทำให้สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมลงอีกด้วย

    การทำเกษตรอินทรีย์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจึงต้องใส่ใจในทุกขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมดิน รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ ไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์ ตลอดจนมีมาตรการป้องกันการปนเปื้อนที่ค่อนข้างเข้มงวด กล่าวคือ

    ในการเตรียมดิน ต้องให้มีการหมุนเวียนธาตุอาหารในดิน ด้วยการใช้ปุ๋ยหมัก ปลูกพืชคลุมดินเพื่อให้เป็นปุ๋ยพืชสด แล้วก็มีการรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน เช่น ไม่เผาฟาง ไม่ปล่อยให้พื้นที่เปิดโล่ง มีการคลุมดินด้วยเศษซากพืชและใบไม้ เพราะนอกจากจะช่วยป้องกันการกัดเซาะและพังทลายของหน้าดินแล้ว อินทรีย์วัตถุเหล่านี้ยังเป็นอาหารของสิ่งมีชีวิตและจุลินทรีย์ที่อยู่ในดิน ทำให้ดินมีชีวิต และเมื่ออินทรีย์วัตถุเหล่านี้ย่อยสลาย ก็จะกลายเป็นฮิวมัส ทำให้ดินร่วนซุย และสามารถเก็บกักน้ำและธาตุอาหารต่างๆ ได้มากขึ้น

    มีการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ เนื่องจากสิ่งมีชีวิตต่างๆ มีทั้งที่พึ่งพาอาศัยกัน แข่งขันกัน หรือเป็นอาหารของสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่ง แต่ต่างดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ดังนั้นแม้จะมีแมลงหรือศัตรูที่กินพืชที่ปลูกเป็นอาหารบ้าง แต่ก็จะมีสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นที่เป็นศัตรูตามธรรมชาติมาควบคุมประชากรของศัตรูพืชให้ลดลงอยู่ในภาวะที่สมดุล แล้วยังช่วยลดความเสี่ยงภัยจากปัญหาโรคและแมลงศัตรูพืชระบาดได้อีกด้วย

    ปฏิเสธการใช้สารเคมีสังเคราะห์ เพราะนอกจากพิษตกค้างไปกับผลผลิตแล้วจนถึงมือผู้บริโภคแล้ว ยังมีผลกระทบต่อระบบนิเวศ ต่อดิน แม้แต่ปุ๋ยเคมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งปุ๋ยยูเรียที่มีธาตุไนโตรเจน ซึ่งก็จัดเป็นสารก่อมะเร็งชนิดหนึ่งด้วย แถมเมื่อเกิดการชะล้างลงแหล่งน้ำ ก็ทำให้น้ำเน่าเสีย หากชะล้างลงแหล่งน้ำใต้ดิน ก็ทำให้เกิดการปนเปื้อน

    ไม่เพียงแค่นั้น การทำเกษตรอินทรีย์ยังต้องมีมาตรการป้องกันการปนเปื้อนจากภายนอกฟาร์มด้วย ทั้งจากดิน น้ำ และอากาศ โดยจัดสร้างแนวกันชนด้วยการขุดคูหรือปลูกพืชยืนต้นเป็นแนวกำบังโดยรอบ

    ในส่วนของการทำปศุสัตว์อินทรีย์ ก็ต้องคำนึงถึงการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม โดยจำนวนปศุสัตว์ต้องสมดุลกับพื้นที่ และไม่ใช้ฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโตของสัตว์

    นอกจากนี้ การทำเกษตรอินทรีย์ยังมีแนวทางที่มุ่งให้เกษตรกรพยายามผลิตปัจจัยการผลิตต่างๆ ด้วยตนเองให้ได้มากที่สุด เช่น ปุ๋ยอินทรีย์ สารชีวภาพบำรุงดิน เมล็ดพันธุ์ เป็นต้น เพราะนอกจากจะเป็นการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว การพึ่งพาตนเองในด้านปัจจัยการผลิตยังมีนัยทางเศรษฐกิจและสังคมที่สำคัญ เนื่องจากประสบการณ์การพัฒนาระบบเกษตรที่พึ่งพิงสารเคมีที่ผ่านมา เกษตรกรได้สูญเสียการเข้าถึงและการควบคุมปัจจัยการผลิตและกระบวนการผลิตในเกือบทุกขั้นตอน จำเป็นต้องพึ่งพาบริษัทค้าสารเคมีและเทคโนโลยีทางการเกษตร จนเกษตรกรเองแทบไม่ต่างไปจากแรงงานรับจ้างในที่ดินทำกินของตนเอง การส่งเสริมหลักพึ่งพาตนเองในระบบเกษตรอินทรีย์จึงไม่เพียงแค่ช่วยให้เกษตรกรเป็นไทในการผลิต แต่เท่ากับสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคการเกษตรของประเทศในอีกทางหนึ่งด้วย

 

creative-commons

แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย